เป็นประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงกันอยู่ตลอดเวลาสำหรับเรื่องของ ‘ระบบสินสอด’ โดยโลกโซเชียลต่างถกเถียงกันว่า ในปัจจุบัน “ผู้ชายควรจะต้องให้เงินค่าสินสอดฝ่ายหญิงหรือไม่” ซึ่งล่าสุดนักแสดงสาวชื่อดัง ก้อย อรัชพร โภคินภากร ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสตอรี่ไอจี โดยโพสต์กล่าวว่า “ส่วนตัวคิดว่าควรยกเลิกระบบสินสอดค่ะ แนวคิดการวัดค่าผู้หญิงด้วยเงินจะได้หมดไปสักที น่ารำคาญค่ะ”

ก้อย อรัชพร

อย่างไรก็ตาม คำที่เป็นคีย์หลักก็คือ “การวัดค่าผู้หญิงด้วยเงิน” นั้นสามารถนำมาต่อยอดความคิดได้หลายแง่มุม จากการเรียนรู้อดีตว่า ‘ระบบสินสอด’ เกิดขึ้นมาได้ยังไง?

หลักประกัน!

ตามธรรมเนียมของการแต่งงานของไทยในสมัยก่อนนั้น บ่าวสาวมักถูกคลุมถุงชน แต่งงานโดยไม่เคยพบเจอกันมาก่อน ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจึงต้องการความมั่นใจ ด้วยการเรียกสินสอดเพื่อวัดความมั่นคงทางฐานะ และป้องกันไม่ให้ฝ่ายชายทิ้งการแต่งงาน จนกลายเป็นธรรมเนียมที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเมื่อมอบสินสอดไปแล้ว ทรัพย์สินเหล่านั้นจะกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง โดยบางคู่ก็ได้รับค่าสินสอดคืนจากผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นของขวัญนำไปใช้เป็นต้นทุนสร้างครอบครัว

ไม่ได้วัดคุณค่าด้วยเงิน แต่เป็นการแสดงความเคารพ ตามค่านิยมทางสังคม!

แม้ในปัจจุบัน ระบบสินสอดจะถูกลดทอนความสำคัญลง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การหมั้นหรือการแต่งงาน มักมีการมอบสินสอดจนเป็นประเพณีที่จำเป็นไปแล้ว ด้วยแนวคิดที่ว่า ‘สินสอดคือหน้าตาและภาพลักษณ์อันดีงามของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย’ ซึ่งมุมมองที่ต่างออกไปจากอดีตก็คือ เจ้าบ่าวไม่ได้วัดค่าเจ้าสาวด้วยเงิน แต่ที่มอบสินสอด เพราะเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนั่นเอง และแสดงจุดยืนตามค่านิยมของสังคม (มีหนึ่งความคิดเห็นในพันทิป ได้กล่าวว่า การให้สินสอดเปรียบดั่งการยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ มันคือประเพณีที่เราปฏิบัติสืบต่อกันมาเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ)

สินสอด
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

ไม่มีช้างเท้าหน้า เราต้องก้าวขาไปพร้อมกัน!

ในปัจจุบัน ความความเท่าเทียมทางเพศ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หญิงและชายสามารถเป็นผู้นำครอบครัวร่วมกันได้ โดยฝ่ายหญิงบางส่วนอาจมองว่า ‘ระบบสินสอด’ ควรถูกยกเลิกไปในสังคมไทย เพราะเป็นการประเมิณค่าคนด้วยเงิน ให้ความรู้สึกเหมือนถูกว่าจ้างให้ไปเป็นภรรยา คล้ายว่าจ้างพนักงานออฟฟิศแล้วคาดหวังความสามารถตามเงินเดือน และยังมีมุมมองเพิ่มเติมว่า ชีวิตคู่คือการเป็นผู้นำร่วมกัน ไม่ควรให้มีใครต้องเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้น ‘ระบบสินสอด’ จึงไม่จำเป็น บางคู่ถึงกับไม่สนใจที่จะแต่งงาน เพราะมองว่าสิ้นเปลือง สู้เอาเงินที่จะต้องเสียไปจากการจัดงาน ไปใช้เริ่มต้นชีวิตคู่ดีกว่า จดทะเบียนสมรสอย่างเดียวก็พอแล้ว

สวัสดิการหลังเลิกราไร้คุณภาพ?

ต้องยอมรับว่าประเด็นดังกล่าวมีการถกเถียงกันมาหลายทศวรรษแล้ว แต่ประเพณี ‘ระบบสินสอด’ ก็ยังคงอยู่คู่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าเปรียบกับสังคมฝั่งตะวันตก ระบบสินสอดนั้นเริ่มจางหายไปแล้ว หลังจากมีกฎหมายที่มีมาตรฐานเพื่อรองรับชีวิตคู่ภายหลังการเลิกรา เยียวยาความรักที่ไม่สามารถไปต่อได้ เช่นการส่งเงินดูแลบุตรร่วมกัน แม้ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันแล้วก็ตาม ซึ่งถ้าถามว่า ‘ระบบสินสอด’ ในไทยจะยังคงอยู่ไปอีกนานแค่ไหน ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า แท้จริงแล้ว การคุ้มครองชีวิตสมรสในไทย นั้นครอบคลุมพอหรือยัง ที่จะทำให้สังคมไทยยกเลิก ‘ระบบสินสอด’ ไปได้ในที่สุด

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไร ในยุคสมัยแห่งความเท่าเทียมทางเพศนั้น ‘ระบบสินสอด’ คือการวัดค่าผู้หญิงหรือไม่ แล้วยังคงจำเป็นอยู่หรือเปล่า? มาแชร์กัน

อ้างอิงจากกระทู้พันทิป (คลิกอ่านกระทู้), ที่มาข่าว มติชน

อัปเดตทุกเรื่องฮิตติดกระแสคลิก tidhoo.co
และสามารถติดตามคอนเทนต์สนุก ๆ จากติดหูได้ทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ค
Facebook | Twitter | Youtube | Instagram

Hello, World

Everything you want to know