Pompeii หรือเมืองปอมเปอี อดีตเมืองในอาณาจักรโรมัน โดยก่อนหน้านี้ปอมเปอียังเป็นเพียงเมืองของชนเผ่าเร่ร่อน จนกระทั่งเมื่อราว 80 ปีก่อนคริสตกาล ชาวเมืองปอมเปอีได้ถูกยอมรับให้เป็นหนึ่งในพลเมืองของอาณาจักรโรมันอย่างเต็มตัว ทำให้เมืองปอมเปอี ถูกยกระดับเป็นนครอันมั่งคั่ง มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น รวมถึงประชากรที่มีความสามารถอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น

ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบสุขและเต็มไปด้วยความเจริญ จนกระทั่งเกิดเหตุ ภูเขาไฟวิสุเวียสปะทุครั้งใหญ่ เริ่มราวแห่งจุดจบของ ปอมเปอี เริ่มต้นขึ้น เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 ฝุ่นควัน หินภูเขาไฟ แมกมา เถ้าถ่าน และก๊าซพิษปริมาณมหาศาล กว่า 100,000 ตัน ถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟ โชคไม่ดีที่กระแสลมในวันนั้นได้พัดพามันไปยังเมืองปอมเปอี และสตาเบีย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาไฟวิสุเวียส 

เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เมืองทั้งเมืองก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควัน แสดงอาทิตย์ไม่สามารถลอดผ่านฝุ่นควันลงมาได้ ทั้งเมืองมืดราวกลับเป็นช่วงกลางคืน ต่อมาไม่นาน ชาวเมืองที่เริ่มสูดก๊าซพิษเข้าไปเริ่มขายอากาศหายใจตาย ชาวเมืองบางส่วนเริ่มตื่นตระหนกเพราะตะกอนหินในฝุ่นควันเริ่มจับตัวกัน แล้วตกลงใส่ชาวเมือง จนถูกฝังทั้งเป็น 

จนกระทั่งเช้าวันที่ 25 สิงหาคม หายนะที่แท้จริงก็ได้เริ่มต้นขึ้น ภูเขาไฟวิสุเวียสยังคงเกิดการระเบิกดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท้องทะเลปั่นป่วน เกิดคลื่นซัดแรงบริเวณชายฝั่ง ทำให้บ้านหลายหลังถูกพัดหายจมทะเลไป ฝุ่นควันกระจายไปยังเมืองใกล้เคียงอย่างมิเซนัม และเฮอคิวเลเนียม หลังจากระเบิดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 2 วันเต็มๆ ภูเขาไฟวิสุเวียสก็ได้ระเบิดเบาลง และหยุดการระเบิดไปในที่สุด

จะเรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็ว่าได้ เมื่อฝนเกิดตกขึ้นมาในเช้าวันที่ 27 สิงหาคม น้ำฝนละลายผสมกับเถ้าถ่าน กลายเป็นโคลนเดือดไหลทะลักลงมากลบเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิตทันที แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะชาวเมืองส่วนใหญ่ได้ล่องรืออพยพออกไปแล้ว ไม่นาน ภูเขาไฟวิสุเวียสก็สงบลง ผู้รอดตายได้กลับไปยังเมืองของตน แล้วได้นำซากอาคารที่โผล่พ้นเถ้าถ่านฝุ่นควันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

และเมืองปอมเปอีก็ได้หายสาบสูญและถูกลบออกไปจากแผนที่ในที่สุด

จนกระทั่งมีการขุดค้นพบเมื่อปี 1748 และมีการขุดซากเมืองขึ้นมาพร้อมทั้งกับบูรณะเป็นระยะๆ ค.ศ. 1861 รัฐต่างๆในอิตาลีได้รวมกันเข้าเป็นประเทศเดียวกัน ส่งผลให้ตะกูลบูร์บงล่มสลาย ชาวอิตาลีจึงให้ความสนใจกับการขุดปอมเปอีมากขึ้น จูเซปเป ฟีออเรลลี ได้เป็นหัวหน้าคณะนักโบราณคดี เขาได้คิดวิธีอันน่าทึ่งแกมสยองในการขุดซากปอมเปอี โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลผู้ประสบภัยที่ถูกลาวาทับ และร่างกายได้เน่าสลายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงกระดูก และโพรงอากาศที่มีลักษณะมนุษย์ในอิริยาบถต่างๆ จูเซปเปได้เจาะรูเล็กๆ และ “กรอก” ปูนปลาสเตอร์ลงไปจนเต็มโพรงมนุษย์นั้น รอให้แห้งแล้วจึงขุดขึ้นมา ทำให้เห็นถึงท่าทางสุดท้ายของชาวเมืองหลายคนก่อนที่จะตาย

ซากชาวนครปอมเปอีในลักษณะอิริยาบถ ที่คงค้างอยู่ สภาพเมืองที่มิใช่เหลือแต่เสาโด่เด่ ตลอดจนสรรพสิ่งของเครื่องใช้ที่ครบสมบูรณ์ เหล่านี้ล้วนหาไม่ได้ในเมืองโบราณอื่นๆ ที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ยกเว้นที่ปอมเปอีและอาณาบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น

จนในปัจจุบัน ปอมเปอี ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนโก และยังเป็นหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุด ของอิตาลี โดยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2.5 ล้านคนต่อปี

 

∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴

อัปเดตทุกเรื่องฮิตติดกระแสคลิก tidhoo.co
และสามารถติดตามคอนเทนต์สนุก ๆ จากติดหูได้ทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ค
Facebook | Twitter | Youtube

∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴

 

อ่านต่อเรื่องราวที่น่าสนใจ

เสาชิงช้า และอาถรรพ์ พิธีโล้ชิงช้า ในสมัยก่อน
Michael B. Jordan คว้าตำแหน่งผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งปี 2020
Samsung Galaxy A42 5G ได้เวลาเปลี่ยนมือถือใหม่ จัดเต็มแค่ไหนมาดูกัน
กลาโหม เซย์โน ให้สื่อสวม เสื้อเกราะ ทำข่าวชุมนุม ชี้ยังไม่เหมาะในตอนนี้
เขาช้างเผือก เริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้น 24 พ.ย. รับแค่วันละ 60 คน

Hello, World

Everything you want to know