เราอาจไม่ต้องไปดูโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์ หากพวกมันยังมีชีวิตรอดอยู่ในทุกวันนี้

รูปหัวไดโนเสาร์กลางม็อบมือถือ

เหตุการณ์ที่อุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติของโลกให้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งหนึ่ง ไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์ เปิดทางให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพิ่มจำนวนประชากรและมีวิวัฒนาการจนเกิดเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นทุกวันนี้ แต่ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่า หากหายนะจากอุกกาบาตยักษ์ไม่เกิดขึ้น โลกของเราจะเป็นเช่นไรในปัจจุบัน ? ไดโนเสาร์จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อมาโดยมีวิวัฒนาการเช่นไร ? และมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นมาหรือไม่ ?

ไดโนเสาร์มีโอกาสอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ได้ไหม ?

นักบรรพชีวินวิทยาบางคนเชื่อว่า แม้จะไม่มีเหตุการณ์อุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลก หรืออุกกาบาตดังกล่าวพุ่งเข้าชนบริเวณท้องทะเลลึกจนทำให้ความเสียหายที่ตามมาลดลงไปมาก ไดโนเสาร์ก็ยังจะสูญพันธุ์ไปก่อนยุคของมนุษย์อยู่ดี เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงในช่วงใกล้สิ้นยุคครีเทเชียส ทั้งไม่มีความสามารถในการปรับตัวเท่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กำลังขยายจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน โดยประชากรไดโนเสาร์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องมาก่อนหน้าเหตุการณ์อุกกาบาตล้างโลกถึง 40 ล้านปี

ไดโนเสาร์

อย่างไรก็ตาม นักบรรพชีวินวิทยาบางรายเชื่อว่า ไดโนเสาร์จะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์และมีวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์ที่มีชีวิตร่วมสมัยกับมนุษย์ทุกวันนี้ได้ หากเหตุหายนะจากอุกกาบาตยักษ์ไม่เกิดขึ้น ดร. ทอม โฮลต์ซ ผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์กินเนื้อจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ของสหรัฐบอกว่า แม้จะมีไดโนเสาร์บางสายพันธุ์ที่ต้องสูญพันธุ์ไปบ้างเพราะภัยธรรมชาติ แต่หากพวกมันสามารถอยู่รอดจนถึงยุคพาลีโอซีนและอีโอซีนได้แล้ว สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในยุคดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการดำรงชีวิตและการเกิดวิวัฒนาการให้แก่พวกมันอย่างมาก

ดร. สตีเฟน บรูแซตต์ จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระของสหราชอาณาจักรมองว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุอุกกาบาตพุ่งชนโลก ไดโนเสาร์ยังคงเป็นเผ่าพันธุ์ที่เอาตัวรอดได้ดี และสามารถปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปหลายครั้งตลอดระยะเวลา 160 ล้านปีก่อนหน้านั้น ทั้งยังมีพฤติกรรมหลายอย่างซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพที่พวกมันยังอาจวิวัฒนาการไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

ถ้าไดโนเสาร์ยังไม่สูญพันธุ์ เทอโรซอร์ที่มีรูปร่างคล้ายนกยักษ์อาจยังบินอยู่เหนือท้องฟ้าของเมืองสมัยใหม่
คำบรรยายภาพ, ถ้าไดโนเสาร์ยังไม่สูญพันธุ์ เทอโรซอร์ที่มีรูปร่างคล้ายนกยักษ์อาจยังบินอยู่เหนือท้องฟ้าของเมืองสมัยใหม่

ไดโนเสาร์ที่อยู่รอดจะมีวิวัฒนาการอย่างไร ?

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ เช่นปรากฏการณ์ที่โลกมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคปัจจุบันถึง 8 องศาเซลเซียสเมื่อ 55 ล้านปีก่อน สภาพดังกล่าวทำให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน และการเติบโตของพืชหลากหลายชนิด ในภาวะเช่นนี้ไดโนเสาร์กินพืชจะได้เปรียบอย่างมาก เช่นซอโรพอดซึ่งเป็นไดโนเสาร์คอยาวเจ้าของฉายา “ยักษ์ใหญ่ใจดี” จะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่พวกมันอาจมีวิวัฒนาการให้ตัวเล็กลงจนมีขนาดใหญ่กว่าวัวเพียงเล็กน้อย

ดร. ดาร์เรน นาอิช จากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันของสหราชอาณาจักรบอกว่า เหตุการณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 34 ล้านปีก่อน คือการแยกตัวของแผ่นดินแถบอเมริกาใต้ออกจากทวีปแอนตาร์กติกา ทำให้เกิดกระแสน้ำวนรอบขั้วโลกใต้ แผ่นน้ำแข็งใหญ่ก่อตัว รวมทั้งเกิดสภาพอากาศที่หนาวเย็นแห้งแล้ง หลายบริเวณของโลกเกิดทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เหมาะกับการดำรงชีวิตของสัตว์กินพืชที่มีขาเรียวและวิ่งเร็วเพื่อหนีภัยกลางทุ่งโล่งแจ้งซึ่งไม่มีที่ซ่อน ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เราอาจจินตนาการได้ว่าไดโนเสาร์ที่สืบเชื้อสายมาจากพวกมีเขาในตระกูลของไทรเซราทอปส์จะสามารถอยู่รอดและขยายพันธุ์ได้ดี

ซอโรพอด

ดร. นาอิชมองว่า แม้ไดโนเสาร์ที่อยู่รอดจากเหตุการณ์อุกกาบาตพุ่งชนโลกจะต้องพบกับการแข่งขันจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด และต้องต่อสู้กับยุคน้ำแข็งที่เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่พวกมันก็ยังจะอยู่รอดได้ เพราะมีข้อได้เปรียบทางวิวัฒนาการเหนือกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายอย่าง เช่นมีฟันบดเคี้ยวมากกว่าและมีสายตาที่ดีกว่า สามารถสอดส่องระวังภัยและแยกแยะสีต่าง ๆ ได้ดีกว่า ไดโนเสาร์บางชนิดเคยอาศัยอยู่เหนือเขตเส้นวงกลมอาร์กติกมาก่อนและน่าจะมีขนหนาให้ความอบอุ่นทั่วตัว เช่นไทแรนโนซอรัส หรือโดรมีโอซอร์ซึ่งเป็นญาติกับเวโลซีแรปเตอร์ ไดโนเสาร์พวกนี้สามารถอยู่รอดผ่านยุคน้ำแข็งได้ไม่ยาก

ไดโนเสาร์จะมีวิวัฒนาการร่วมยุคกับมนุษย์ได้หรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเห็นว่า แม้การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขยายพันธุ์ขึ้นมาครองโลกแทน แต่หากเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ยังคงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมทั้งมนุษย์จะไม่สามารถอยู่รอดและมีวิวัฒนาการต่อไปได้

ดร. โฮลต์ซมองว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีวิวัฒนาการมานานก่อนจะถึงเหตุการณ์อุกกาบาตล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์หลายร้อยล้านปี ดังนั้นปัจจัยหนุนที่จะทำให้พวกมันอยู่รอดและวิวัฒนาการต่อไปได้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับไดโนเสาร์เท่านั้น อีกประการหนึ่ง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและมนุษย์ก็มีวิวัฒนาการโดยใช้ชีวิตร่วมยุคกับสัตว์ขนาดใหญ่และอันตรายมาได้โดยตลอดรอดฝั่ง จึงไม่น่าเป็นห่วงว่าจะอยู่ร่วมกับโดรมีโอซอร์และอาเบลิซอร์ที่วิวัฒนาการแล้วไม่ได้ พวกมันอาจใช้ชีวิตแบบสัตว์ใหญ่กลางป่าลึกเหมือนโขลงช้าง หรือท้ายที่สุดอาจถูกมนุษย์ล่าจนสูญพันธุ์ก็เป็นได้

เราอาจไม่ต้องไปดูโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์ หากพวกมันยังมีชีวิตรอดอยู่ในทุกวันนี้

เราอาจไม่ต้องไปดูโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์ หากพวกมันยังมีชีวิตรอดอยู่ในทุกวันนี้

บางคนตั้งข้อสงสัยว่า หากเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ยังเหลือดรอดอยู่จนถึงทุกวันนี้ พวกมันจะสามารถวิวัฒนาการจนกลายเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญาใกล้เคียงหรือทัดเทียมกับมนุษย์ได้หรือไม่ ?

เมื่อปี 1982 ดร. เดน รัสเซลล์ นักบรรพชีวินวิทยาประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติแคนาดาได้เสนอว่า หากไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ไปก่อน อาจมีบางสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการจนมีระดับสติปัญญาสูงได้ โดยสายพันธุ์นี้อาจวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์กินเนื้อทรอโอดอน (Troodon) ซึ่งมีขนาดของสมองใหญ่เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ดร. โฮลต์ซมองว่าไดโนเสาร์สามารถวิวัฒนาการจนมีความฉลาดได้ในระดับเดียวกันกับสัตว์จำพวกอีกา นกแก้ว และลิงบางชนิดเท่านั้น โดยอาจมีสมองที่ซับซ้อนขึ้นและคิดแก้ปัญหาได้ แต่ไม่น่าเป็นไปได้ที่ไดโนเสาร์จะมีวิวัฒนาการจนถึงขั้นมีความฉลาดคล้ายมนุษย์ เพราะสมองของคนเราเกิดจากขั้นตอนวิวัฒนาการที่ซับซ้อนเฉพาะตัว และยังคงเป็นปริศนาอยู่ในหลายเรื่องทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก : BBC


อัปเดตทุกเรื่องฮิตติดกระแสคลิก tidhoo.co
และสามารถติดตามคอนเทนต์สนุก ๆ จากติดหูได้ทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ค
Facebook | Twitter | Youtube

Hello, World

Everything you want to know