หลังจากเกิดเป็นข้อถกเถียงกันมายกใหญ่ สำหรับการใช้ ความเร็วรถยนต์ ที่วิ่งบนถนนหลวง ว่าข้อบังคับห้ามรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ให้ใช้ความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ 90 กิโลเมตร ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522ที่ใช้อยู่ ไม่ได้เอื้อให้การจราจรบนถนนสะดวกขึ้น หนำซ้ำยังทำให้รถติดเพิ่มไปอีก ถึงแม้ว่าข้อห้ามนี้จะเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนถนนอันเป็นที่มาของการเสียชีวิตของคนไทยอันดับหนึ่งก็ตาม

และด้วยจากข้อถกเถียงนี้ทำให้มีข้อสรุปว่า เรื่อง ความเร็วรถยนต์ ที่วิ่งอยู่บนถนนต้องมีการแก้ไขข้อกำหนดใหม่ เพื่อจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาวะการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทางกระทรวงคมนาคม จึงเป็นแม่งานได้เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ว่าความเร็วรถยนต์ทั่วไปที่วิ่งอยู่บนถนน ควรให้มีความเร็วที่ 120 กม./ชม. ได้แล้วจากเดิมที่วิ่งอยู่ 90 กม./ชม.เท่านั้น

ซึ่งในเรื่องนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม อีกทั้งยังกำหนดให้ความเร็วขั้นต่ำ ในช่องขวาสุดของทางเดินรถในทางหลวง ซึ่งแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ 2 ช่องทางขึ้นไปไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วย

ส่วนเขตทางที่มีป้ายหรือเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตราย หรือเขตให้ขับรถช้าๆ ให้ลดความเร็วลงและเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร

ด้าน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า สาเหตุคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแก้ไขข้อกำหนดความเร็วของยานพาหนะในครั้งนี้ ก็เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้บนถนนเส้นต่างๆ ให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการขนส่ง และจราจรของประเทศนั่นเอง

สำหรับหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความเร็วของยานพาหนะ ที่ทางคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในครั้งนี้ ประกอบด้วย ในส่วนของการกำหนดความเร็วในการขับรถในทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ที่มีทางเดินรถแบบจัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องเดินรถ มีเกาะกลางถนนเฉพาะแบบกำแพงกั้นและไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน

กำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกินตามประเภทของรถ ประกอบด้วย

  • รถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน 2,200 กิโลกรัม รถบรรทุกคนโดยสารเกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถบรรทุกคนโดยสารเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถในขณะที่ชักจูงรถอื่น รถยนต์สี่ล้อเล็ก หรือรถยนต์สามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถจักรยานยนต์ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีขนาดความจุของกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่ 400 ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถโรงเรียนหรือรถรับส่งนักเรียน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถยนต์อื่นที่ไม่อยู่ในข่ายข้างต้นให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะเดียวกันได้กำหนดความเร็วขั้นต่ำสำหรับช่องขวาสุดของทางเดินรถในทางหลวง ซึ่งแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ 2 ช่องทางขึ้นไปไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเขตทางที่มีป้ายหรือเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตราย หรือเขตให้ขับรถช้าๆ ให้ลดความเร็วลงและเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร

อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วขั้นสูงต่ำกว่าที่กำหนดไว้ข้างต้น ไม่ว่าตลอดทางเดินรถหรือช่วงใดช่วงหนึ่ง ให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทขับไม่เกินอัตราความเร็วขั้นสูงที่กำหนดไว้ในเครื่องหมายจราจรนั้น ยกเว้นในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณรถ หรือเหตุขัดข้องอื่นอันมีเหตุผลสมควรแก่กรณี

ความเร็วรถยนต์ที่วิ่งถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ แม้จะช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้นได้ตามวัตถุประสงค์ที่ถูกเสนอ แต่เมื่อใดที่ความเร็วรถเพิ่มขึ้นโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็สูงตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเหตุร้ายๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการนี้ ผู้ขับขี่รถทุกคนควรมีสติ และเคร่งครัดในกฎวินัยจราจร ที่สำคัญร่างกายต้องพร้อม และมีน้ำใจบนถนนตลอดเวลา เรื่องนี้สำคัญ ติดหู ขอไว้ด้วยนะ

∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴
∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴

อัปเดตทุกเรื่องฮิตติดกระแสคลิก tidhoo.co
และสามารถติดตามคอนเทนต์สนุก ๆ จากติดหูได้ทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ค
Facebook | Twitter | Youtube

∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴

∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴

Hello, World

Everything you want to know