รู้หรือไม่ว่า แม่น้ำสายที่ใหญ่ที่สุดนั้น ไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ แต่เป็นสายธารขนาดมหึมาซึ่งอยู่บนท้องฟ้าที่เรามองไม่เห็นต่างหาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าแม่น้ำในชั้นบรรยากาศ” (Atmospheric river)  หรือกระแสการไหลเวียนของไอน้ำ ที่พัดพาความชุ่มชื้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลก และทำให้เกิดพายุฝนนั่นเอง

แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิด

ช่องโหว่ขนาดยักษ์บนผืนน้ำแข็ง

แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ
แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric river)

แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคาลิฟาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ค้นพบบทบาทใหม่ของ แม่น้ำในชั้นบรรยากาศนี้ ที่ไปสอดคล้องกับสิ่งที่สงสัยมานานว่า ทำไมผืนน้ำแข็งในมหาสมุทรแถบขั้วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทรแอนตาร์กติก จึงมักจะเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่มหึมาขึ้นแทบทุกปี

แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ
Polynya

รูโหว่ขนาดยักษ์กลางผืนน้ำแข็งที่พูดถึงนี้ เรียกว่า โพลีเนีย (Polynya) ซึ่งมีขนาดความกว้างหลายหมื่นตามรางกิโลเมตร บางครั้งก็กว้างถึงหลายแสนตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว ใหญ่กว่าบางประเทศบนโลกนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งการที่น้ำแข็งละลายในลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า โพลีเนีย ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น

ส่วนที่คิดว่า แม่น้ำในชั้นบรรยากาศนั้น เกี่ยวข้องอะไรกับการเกิดช่องโหว่ขนาดยักษ์ อธิบายได้โดยทีมผู้วิจัยที่ได้รวบรวมข้อมูลดาวเทียมเกี่ยวกับสภาพอากาศระหว่างเหตุการณ์โพลีเนียครั้งใหญ่ในปี 1973 และ 2017 ซึ่งเกิดขึ้นตรงผืนน้ำแข็งบริเวณทะเลเวดเดลล์ (Weddell Sea) และนอกชายฝั่งทวีปแอนตาร์กติกา พบว่าการไหลของกระแสไอน้ำและความร้อนในท้องฟ้านั้นเดินทางไปไกลเกินคาด โดยในปี 2017 แม่น้ำในชั้นบรรยากาศสายหนึ่งเคลื่อนจากชายฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกาใต้ ลงต่ำไปยังอาณาเขตของทะเลเวดเดลล์ จนทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 10 องศาเซลเซียสในเดือนกันยายนของปีนั้น และเกิดรูโหว่ขนาดยักษ์ขึ้นบนผืนน้ำแข็งในมหาสมุทรแอนตาร์กติกด้วย

แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ
Polynya

นอกจากจะทำให้อากาศร้อนขึ้นแล้ว แม่น้ำในชั้นบรรยากาศยังทำให้เกิดพายุไซโคลนได้บ่อยครั้ง และรุนแรงขึ้น เพราะมีการเพิ่มขึ้นของปริมาณไอน้ำอย่างมหาศาล โดยพายุนี้จะทำให้เกิดคลื่นลมซัดผืนน้ำแข็งส่วนที่เริ่มละลายและอ่อนตัวให้สลายไปจนกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่นั่นเอง

ดังนั้น สิ่งที่จะน่ากลัวยิ่งขึ้นในอนาคต คือ หากอัตราการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศยังคงไม่ลดลง แต่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ภาวะโลกร้อนยิ่งแย่ลง และอัตราการเกิดแม่น้ำในชั้นบรรยากาศมีบ่อยครั้งขึ้นกว่าเดิมถึง 50% ซึ่งสิ่งที่ตามมาด้วยกันก็คือ ทำให้ปรากฏการณ์โพลีเนียพบได้มากขึ้นและรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

เราจะเห็นว่าปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก เร่งรณรงค์การปล่อยก๊าซคาร์บอนเพื่อลดภาวะโลกร้อน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งช่วยกัน และหวังว่าการร่วมมือกันของคนทั้งโลกคงจะช่วยให้ภาวะโลกร้อนที่เป็นอยู่นั้นดีขึ้นกว่าเดิมในอนาคต

∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴

อัปเดตทุกเรื่องฮิตติดกระแสคลิก tidhoo.co
และสามารถติดตามคอนเทนต์สนุก  จากติดหูได้ทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ค
Facebook | Twitter | Youtube

∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴ ∴

 

ข้อมูล BBC News / news.uga.edu

 

♦ อ่านต่อเรื่องที่น่าสนใจ

Hello, World

Everything you want to know