ในซีรีส์เกาหลีเรื่อง START-UP พูดถึงธุรกิจที่อาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาพัฒนาเป็นบริการ เช่น การวิเคราะห์ใบหน้า หรือลายนิ้วมือ ซึ่งในเรื่อง บริษัท ซัมซานเทค เริ่มก่อตั้งและมีผู้พัฒนาโปรแกรมคนสำคัญคือ “นัมโดซาน”

START-UP

และหลังจากนั้นก็มีเพื่อนร่วมงานอีกสองคน คือ “คิมยงซาน” และ “อีชอลซาน” ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสามคนล้วนเป็น “นักพัฒนา” หรือ Developer เหมือนกันหมด ทำให้ ซัมซานเทค ไม่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน และไม่สามารถโน้มน้าวให้นักลงทุน หรือ VC (ธุรกิจสำหรับการร่วมลงทุน) มาร่วมลงทุนได้

START-UP

ต่อมา ซัมซานเทค ได้พบกับ “ซอดัลมี” คนที่มีความสามารถในด้านการบริหาร และได้กลายเป็น CEO ของซัมซานเทค

คนสุดท้ายคือ “จองซาฮา” เข้ามาเป็นดีไซเนอร์

START-UP

ตอนนี้ ซัมซานเทค มีคนที่เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทแล้วทั้งหมด 5 คนด้วยกัน ซึ่งหลังจากนี้ ทั้ง 5 คนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ “การแบ่งหุ้นในบริษัท” ซึ่งแน่นอนว่าการที่ทุกคนเป็นมือใหม่ในการก่อตั้ง ทุกคนย่อมต้องการการแบ่งสันปันส่วนที่เท่าเทียม และเป็นที่ยอมรับอย่างชัดเจน

START-UP

จากการประชุมแบ่งหุ้น START-UP รอบแรก พวกเขาทั้ง 5 คนแบ่งหุ้นออกเป็นสัดส่วนดังนี้

นัมโดซาน  19%
ซอดัลมี 16%
คิมยงซาน 16%
อีชอลซาน 16%
จองซาฮา 16%

พ่อของนัมโดซาน ซึ่งเป็นผู้ออกทุนให้ในช่วงแรกของการก่อตั้ง ซัมซานเทค ก็ได้รับหุ้นไป 16%
และสุดท้ายคือ ญาติของนัมโดซาน ผู้ที่เคยช่วยออกแบบและตัดต่อวิดีโอ ได้ไป 1%

START-UP

การแบ่งหุ้นแบบนี้ ดูเหมือนว่าจะยุติธรรมและดำเนินธุรกิจต่อได้อย่างชื่นมื่น

แท้จริงแล้วการแบ่งหุ้นแบบนี้เป็นผลเสียอย่างมากในการเดินเนินธุรกิจ การแบ่งหุ้นไม่เหมือนกับการแบ่งเงิน! เมื่อแบ่งหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน จะทำให้ประธานขาดความน่าเชื่อถืออย่างมากในการควบคุมธุรกิจ ในยามที่มีปัญหาหรือไม่สามารถไปต่อได้

การทำ START-UP อาจไปไม่ถึงฝันหากไม่มีผู้ถือหุ้นหลัก ที่โดยทฤษฎี หรือแม้แต่การปฏิบัติแล้วนั้น CEO จะต้องถือหุ้นเบ็ดเสร็จอยู่ที่ 80-98 % เพื่อตัดปัญหาเสียงโหวตปริ่มน้ำในยามที่ตกลงกันไม่ได้ เและสร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะเข้ามาลงทุนอีกด้วย ว่าจะไม่มีการยุบบริษัทเกิดขึ้นระหว่างทางอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ “ซอดัลมี” เสนอทางแก้ โดยการเลือก บุคคลที่บริษัทขาดไม่ได้ และเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในบริษัท นั่นก็คือ นัมโดซาน ผู้ก่อตั้ง ซัมซานเทค และรวบรวมหุ้นส่วนใหญ่ไปไว้ที่ นัมโดซาน 64% และปรับตัวเลขหุ้นของอีก 4 คนที่เหลือดังนี้

นัมโดซาน 64%
ซอดัลมี 7%
คิมยงซาน 7%
อีชอลซาน 7%
จองซาฮา 7%
พ่อของนัมโดซาน 7%
ญาติของนัมโดซาน ถือหุ้น 1%

ซึ่งการที่ต้องทำแบบนี้เพราะว่าในอนาคตอาจมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามา ซึ่งมีความเสี่ยงมากตรงที่หุ้นส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือของนักลงทุนมากกว่า นัมโดซาน

จนสุดท้ายอาจเสียธุรกิจที่ริเริ่มมาด้วยตัวเองทั้งหมด ถึงตอนนั้นต่อให้มีหุ้นอยู่แต่ถ้าน้อยกว่านักลงทุน ก็ไม่ต่างอะไรกับพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น สูญเสียสิทธิ์ในการบริหารแบบเบ็ดเสร็จ จนสุดท้ายอาจโดนนักลงทุนกว้านซื้อหุ้นรายเล็กและลงคะแนนปลดผู้ก่อตั้งได้ในที่สุด

START-UP


อัปเดตบทความสุดคูล


อัปเดตทุกเรื่องฮิตติดกระแสคลิก tidhoo.co
และสามารถติดตามคอนเทนต์สนุก ๆ จากติดหูได้ทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ค
Facebook | Twitter | Youtube

Hello, World

Everything you want to know