ย้อนกลับไปวันนี้ (15 เมษายน) เมื่อ 109 ปีก่อน ได้เกิดโศกนาฏกรรมทางทะเล ที่ใครต่อใครต่างต้องเคยได้ยินเหตุการณ์นี้ นั่นก็คือการล่มของเรือ ไททานิค เรือเดินสมุทรขนาดยักษ์ ที่ผู้คนต่างนิยามว่านี่เป็นเรือที่จะไม่มีวันจม ได้จมลงสู่ก้นทะเลลึก ดับความโอหังของมนุษย์ในสมัยนั้น ความประมาทจากคนไม่กี่คน นำมาสู่การเสียชีวิตของคนอีกนับพัน

ไททานิค

เรือยักษ์ไททานิค เริ่มออกเดินทางจากเมืองเซาท์แธมตัน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ซึ่งควบคุมโดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิธ (Edward J. Smith) เพื่อเดินทางไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 2,208 คน แบ่งเป็นลูกเรือ 891 คน ผู้โดยสารชั้นสาม 708 คน, ผู้โดยสารชั้นสอง 285 คน และผู้โดยสารชั้นหนึ่ง 324 คน โดยผู้โดยสารแทบจะทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีฐานะและอยากสัมผัสความยิ่งใหญ่นี้ดูสักครั้ง รวมถึงผู้อพยพที่ต้องการไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

ไททานิค

งบประมาณในการสร้างไททานิคนั้น หากตีตามค่าเงินปัจจุบัน จะอยู่ที่ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) ภายในของเรือไททานิค ถูกออกแบบให้มีความสะดวกสบายและความหรูหรา เพื่อยกระดับคุณภาพความประทับใจอย่างถึงที่สุด โดยบนเรือมียิมเนเซียม สระว่ายน้ำ ห้องสมุด ภัตตาคารระดับหรู และห้องพักจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีโทรเลขไร้สาย จัดเตรียมไว้เพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เรียกได้ว่าสะดวก ครบครัน และแทบจะครอบคลุมทุกความต้องการทั้งหมดของคนในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ อีกทั้ง ยังมีระบบความปลอดภัยที่ก้าวหน้า เช่น ห้องกันน้ำ และประตูกันน้ำที่ทำงานด้วยรีโมตคอนโทรลอีกด้วย

หลังเดินทางออกจากเซาท์แทมป์ตันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ไททานิคได้แวะที่เชอร์บูร์ก (Cherbourg) ในฝรั่งเศส และควีนส์ทาวน์ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก ก่อนที่เรือสำราญลำจะนี้ล่องไปในทะเลจนชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ค.ศ. 1912 ตอน 5ทุ่ม 40 น.และจมทั้งลำตอน 02:20 น. จนมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 1,514 ศพ

ไททานิค

โดยก่อนหน้าเรือไททานิคจะชนกับภูเขาน้ำแข็งในทะเลแถบแอตแลนติกเหนือนั้น ลูกเรือในห้องวิทยุได้รับคำเตือนจากเรือลำอื่นๆ ที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ถึงภูเขาน้ำแข็งยักษ์ในเส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าพนักงานห้องวิทยุจะยุ่งอยู่กับการส่งโทรเลขถึงแผ่นดินใหญ่ให้ผู้โดยสาร และคิดว่าเป็นหน้าที่ของต้นเรือในการดูแลเรื่องเส้นทาง จึงได้ละเลยถึงเรื่องนี้

และถึงแม้จะได้รับคำเตือนถึงภูเขาน้ำแข็งที่อยู่รอบเส้นทางการเดินเรือ แต่กัปตันเอ็ดเวิร์ด สมิท (Edward Smith) ก็ไม่ได้ให้ความสนใจและตื่นตระหนกแต่อย่างใด เพราะเขามั่นใจว่าเรือลำนี้ไม่มีวันจม แต่สิ่งที่เขาสนใจคือการสร้างสถิติโลก โดยเขาต้องการสร้างสถิติการเดินเรือที่เร็วที่สุดในโลก และไททานิคจะต้องไปถึงนิวยอร์กได้เร็วกว่าที่คาดและสร้างสถิติใหม่เท่านั้น!

ไททานิค

ซึ่งนั่นเป็นความประมาทที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง พอรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ไททานิค ที่แล่นมาด้วยความเร็ว 21 นอต พุ่งเข้าแฉลบกับภูเขาน้ำแข็งด้านหน้า และถึงแม้ว่าจะได้ทำการดับเครื่องแล้ว แต่ก็ไม่สามารถหันหัวเรือหลบได้ทัน จึงถูกชนด้านกราบขวาเรือ ทำให้ใต้ท้องเครื่องได้รับความเสียหาย จนแผ่นลำเรือไททานิคงอเข้าในตัวเรือหลายจุดบนฝั่งกาบขวา และทำให้ห้องกันน้ำ 5 ใน 16 ห้องถูกเปิดออก น้ำเริ่มทะลักเข้าตัวเรือ

ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติหรือแรงจากการชนกับภูเขาน้ำแข็ง หลายคนยังคงเต้นรำ เล่นไพ่ บางคนก็นอนหลับอยู่ในห้องพัก แต่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนก เพราะไม่เชื่อว่าเรือขนาดใหญ่ลำนี้จะจมได้ ดังที่มีคำโฆษณาชวนเชื่อบอกไว้ จึงยังคงทำกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไปอย่างใจเย็น จนกระทั่งเรือค่อย ๆ อัปปางลง กัปตันจึงรีบสั่งอพยพผู้โดยสาร

เจ้าหน้าที่จากไททานิค พยายามส่งขอความช่วยเหลือไปยังเรือ The Californian ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ด้วยปัญหาจากการขัดข้องทางการสื่อสาร ที่ล่าช้าเกินไป จึงทำให้ไม่สามารถไปช่วยได้ทันเวลา และในที่สุด เวลาประมาณ 2.20 น. ของวันที่ 15 เม.ย. 1912 ไททานิคก็ได้แตกออกเป็นสองส่วนและจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก

ไททานิค

ผู้โดยสารจำนวนมากต่างเกาะซากเรือ และสวมชูชีพลอยคออยู่ในทะเล แต่สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็น (Hypothermia) เนื่องจากน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกเย็นจัด จนเป็นน้ำแข็ง ส่วนผู้รอดชีวิต 710 คน ถูกช่วยเหลือขึ้นเรืออาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย (RMS Carpathia) จะได้เดินทางมาถึง และช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่เหลือ

โดยปกติตามหลักแล้ว เรือไททานิค มีความยาวถึง 268 เมตร กว้าง 28 เมตร และหนักกว่า 45,000 ตัน และสามารถเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถจุผู้โดยสารได้ถึง 2,435 คน และลูกเรีออีก 892 คน รวมผู้โดยสาร และลูกเรือทั้งหมด 3,327 คน ซึ่งการบันทุกผู้โดยสารในครั้งนี้ไม่ได้เกินจากที่กำหนดไว้เลย แต่เนื่องจากเรือชูชีพถูกมองว่าไม่ค่อยจำเป็น เพราะคิดว่าเรือลำนี้จะไม่มีวันจม จึงเตรียมไว้สำหรับผู้โดยสาร 1,178 คนเท่านั้น ทำให้เมื่อเกิดเหตุจึงมีผู้โดยสารที่ไม่สามารถหนีขึ้นเรือได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่บนเรือก็ไม่ได้มีการฝึกรับมืออย่างจริงจัง จึงส่งผลให้เกิดเรื่องเศร้าสลดนี้ขึ้นนั่นเอง

ที่มาจาก : Timeless History, posttoday, teen.mthai, yingpook.com

อัปเดตทุกเรื่องฮิตติดกระแสคลิก tidhoo.co
และสามารถติดตามคอนเทนต์สนุก ๆ จากติดหูได้ทาง โซเชียลเน็ตเวิร์ค
Facebook | Twitter | Youtube

Hello, World

Everything you want to know